
เมื่อเดซิเร่ ดูเอย์ (Desire Doue) ก้าวออกจากสนามเอมิเรตส์ สเตเดียมในค่ำคืนเดือนตุลาคม พร้อมสีหน้าแสดงถึงความผิดหวังและความสิ้นหวังในใจ เขาคือดาวรุ่งวัย 19 ปีที่ถูกสื่อฝรั่งเศสขนานนามว่า “เพชรเม็ดงามของวงการลูกหนังแดนน้ำหอม” แต่ในวันนั้น เขากลับดูเหมือนเด็กหนุ่มที่หลงทางในเกมระดับใหญ่เกินตัว sbo
แต่แปดเดือนให้หลัง เด็กหนุ่มคนเดิมคนนี้ ได้กลายเป็นหัวใจหลักในแนวรุกของปารีส แซงต์-แชร์กแมง (Paris Saint-Germain) และระเบิดฟอร์มสุดยอดในรอบชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ด้วยการยิงสองประตูและจ่ายอีกหนึ่ง จนได้รับเสียงยกย่องจากทั้งแฟนบอล สื่อมวลชน และอดีตนักเตะชื่อดังไปทั่วทั้งยุโรป
เกมนั้นคือหนึ่งในเกมรอบแบ่งกลุ่มตามรูปแบบใหม่ของยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ซึ่งจัดการแข่งขันแบบตารางลีกมากกว่าเดิม เดซิเร่ ดูเอย์ ได้รับโอกาสเป็นตัวจริงในเกมเยือนอาร์เซนอล แต่เขากลับแสดงฟอร์มได้ไม่เข้าตา ความมั่นใจที่เคยมีค่อย ๆ มลายหายไป เมื่อเขาแทบไม่สามารถสร้างสรรค์โอกาสได้เลยตลอด 64 นาทีที่อยู่ในสนาม

และภาพของเขาที่เดินออกจากสนามอย่างเงียบงัน สะท้อนถึงความผิดหวังที่เกินจะอธิบาย เด็กหนุ่มที่ชื่อ "Desire" หรือแปลได้ว่า "ปรารถนา" ดูเหมือนจะขาดทุกอย่างที่ชื่อว่าความหวังในตอนนั้น การกลับมาอย่างไม่ยอมแพ้ – หล่อหลอมเป็นนักสู้แห่งปาร์ก เดส์ แพร็งส์
แต่ในช่วงหลังจากนั้น ดูเอย์ไม่ได้ยอมแพ้ เขาทำงานหนัก ฝึกซ้อมอย่างเข้มข้น และศึกษาการเล่นจากรุ่นพี่ในทีม เขาเริ่มเข้าใจบทบาทใหม่ที่หลุยส์ เอ็นริเก้ต้องการให้เขาทำ ไม่ใช่แค่เป็นปีกที่พยายามโชว์เทคนิค แต่ต้องเป็นนักเตะที่เล่นเพื่อทีม และรู้จังหวะที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง
เขากลับมาอย่างสง่างามในเกมที่เปแอสเชเปิดบ้านถล่มแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 4-2 ในเดือนมกราคม โดยแสดงให้เห็นถึงการประสานงานที่ลื่นไหล จังหวะการวิ่งที่มีชั้นเชิง และการจ่ายบอลที่แม่นยำ
หนึ่งในช่วงเวลาสำคัญที่พลิกชีวิตของเขาคือเกมในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ที่ปารีสบุกเยือนแอนฟิลด์เพื่อดวลกับลิเวอร์พูล หลังจากเสมอกันในเวลาปกติ หลุยส์ เอ็นริเก้ส่งดูเอย์ลงมาเป็นตัวสำรอง และสิ่งที่เกิดขึ้นคือ “การเปลี่ยนเกม”
เขาสร้างความปั่นป่วนให้แนวรับของลิเวอร์พูลด้วยความเร็วและเทคนิคเฉพาะตัว และเมื่อเกมต้องตัดสินด้วยการดวลจุดโทษ ดูเอย์คือคนที่รับหน้าที่ซัดจุดโทษสุดท้ายให้เปแอสเชเอาชนะและผ่านเข้ารอบ
นั่นคือจุดเปลี่ยน ที่ทั้งยุโรปเริ่มจับตาเขาอย่างจริงจัง
